...

   
 

SLIM UP : Interview

 
   
Interview SLIM UP Magazine
January 2010
Her Mode column

เป็นความจริงที่ว่า “เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน” แต่สำหรับ “คารา พลสิทธิ์”

นางแบบแถวหน้าของเมืองไทยผู้เคยคร่ำหวอดอยู่ในวงการ แฟชั่นเป็นเวลากว่าสิบเจ็ดปี แม้ว่าปัจจุบันนี้อายุของเธอจะ ขึ้นเลขสี่แล้วก็ตาม แต่ภาพที่เราเห็นเธอในวันนี้ดูจะไม่ แตกต่างจากวันวานเท่าไร แถมในทางกลับกันเธอยังดูสวย สดใส และดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ อะไรคือเคล็ด (ไม่) ลับ ในการดูแลตัวเองในแบบของเธอ ที่สุดท้ายแล้ว อายุก็เป็น เพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลาเท่านั้น คุณสามารถ หาคำตอบได้จากบทสนทนาต่อไปนี้ค่ะ

ตอนนี้มีผลงานอะไรให้ติดตามบ้างคะ

“ตอนนี้ก็มีงานพิธีกรรายการเช้านี้ที่ช่อง 5 ทุกวัน อังคาร เวลาเก้าโมงครึ่ง และก็เป็น
พรีเซ็นเตอร์ของสถาบันดูแลผิวหน้า The Skin Doctors ค่ะ”

ย้อนถามถึงจุดเริ่มต้นการเป็นนางแบบ เป็นมายังไงคะ

“ตอนนั้นอยู่กับคุณแม่ที่ประเทศออสเตรเลีย กำลังเรียน ไฮสกูลปีสุดท้าย พอดีว่า เพื่อนแม่เขาเป็นช่างภาพงาน สังคม เขาเห็นพี่แล้วก็บอกว่า ลองไปสมัครเป็น นางแบบดูมั้ย พี่ก็ไปสมัครที่ เอเจนซี่ เขาก็บอกว่าได้ ตัวสูงดี ความสูงเป็นมาตรฐานสากล แต่หน้าตาไม่ค่อย สากล (หัวเราะ) พราะตอนนั้นที่ออสเตรเลียไม่ค่อย ชอบหรือนิยมคนหน้าตาเอเซียมาก เราผมก็ดำ ตาก็ดำ รวมๆแล้วเขามองเป็นเอเซีย แต่ก็ได้งานเดินแบบตาม ห้าง ตามงานอีเว้นท์ ได้เดินกับดีไซเนอร์ดังบ้าง ไม่ดัง บ้าง นี่ก็คือจุดเริ่มต้นในออสเตรเลีย แต่ว่ายังไม่ได้ ถ่ายแบบ แล้วก็มีช่วงนึงที่แวะกลับมาเยี่ยมคุณพ่อที่ กรุงเทพฯ พอดีเลขาฯของพ่อรู้จักกับทางนิตยสารลลนา ซึ่งเป็นนิตยสารที่ดังมากในยุคนั้น พี่ก็เลยได้ถ่ายขึ้นปก ลลนาเลย ซึ่งนั่นก็คือจุดเริ่มต้นการเป็นนางแบบ ในประเทศไทย”

สำหรับน้องๆ หรือคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนางแบบ พี่คารามีคำแนะนำอย่างไรบ้างคะ


“พี่อยู่ในวงการแฟชั่นก็นานนะ เป็นนางแบบมาสิบเจ็ด ปีก่อนที่จะเลิกเดินแบบไป ก็มีความรู้สึกว่า ถ้าจะอยู่ได้ นานต้องทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย แล้วก็รับผิดชอบต่อ งาน คือพยายามไปให้ตรงเวลา แล้วก็อย่างอแง เขาให้ ทำอะไรก็ทำให้ได้ เสื้อผ้าถ้ามันไม่โป๊จนน่าเกลียดก็ใส่ ไปเถอะ มันเป็นอาชีพเรา ไม่ใช่ว่าไอ้นั่นก็ใส่ไม่ได้ ไอ้นี่ ก็ใส่ไม่ได้ คือเขาจ้างเรามา เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด นอก จากว่ามันไม่เหมาะสมจริงๆ เราก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ แล้วก็อย่าไปทะเลาะวิวาทกับคนนู้นคนนี้ เพราะตอนท ี่พี่เป็นนางแบบก็จะมีนางแบบที่เขาทะเลาะกันเป็นคู่ๆ ซึ่งทำให้สไตลิสต์หรือคนจัดงานค่อนข้างปวดหัวว่า ทำยังไงดีเมื่อสองคนนี้มาเจอกัน เหมือนในละครเลย (หัวเราะ) ซึ่งการที่เราทำตัวนิ่งๆ เข้ากับใครก็ได้ ก็จะทำให้อยู่ในวงการนี้ได้นานกว่า”

 

แสดงว่าการทำศัลยกรรมในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก

“แปลก พี่ไม่เห็นเพื่อนนางแบบทำเลย ไม่เห็นมีใครทำ จมูกก็เป็นธรรมชาติไป เรื่องศัลยกรรมกับนางแบบ เมื่อก่อนดูเป็นเรื่องไกลตัว แพง น่ากลัว แต่สมัยนี้มัน กลายเป็นแฟชั่น อะไรที่บกพร่องนิดๆหน่อยๆก็ต้อง ทำให้หมด อาจเป็นเพราะเดี๋ยวนี้วงการมันใหญ่ คู่แข่งก็เยอะ สมัยก่อนเราเดินแบบกันแค่สิบคน สิบสอง คน ไม่ต้องแข่ง ยังไงดีไซเนอร์เขาต้องเรียกสิบคนนี้ แน่ๆ (หัวเราะ)”

ถ้าย้อนกลับไปมองนางแบบในยุคพี่คารา แตกต่างจากปัจจุบันอย่างไรบ้างคะ

“ตอนนี้พี่ไม่ค่อยได้เดินแบบ ก็เลยไม่รู้ว่าวงการแฟชั่นปัจจุบันเป็นยังไง แต่ถ้าพี่สังเกตจากการเป็นคนด้านนอกนะ พี่มองว่ามันไม่ได้เปลี่ยนที่ ตัวนางแบบ หรือที่ตัวอาชีพ หรือที่ตัวคนในวงการแฟชั่น แต่มันเปลี่ยนที่สื่อ คือสมัยก่อนไม่มีนิตยสารแนวซุบซิบ กอสสิป นินทา ถ่ายภาพหลุด ซึ่งเสื้อผ้า สมัยก่อนมันก็มีที่โป๊ ที่บาง แต่เราก็เดินแบบกันอยู่ในห้องบอลรูมของโรงแรม แขกที่มาดูเขาก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะนั่นคือแฟชั่น สื่อสมัยนั้นเขาไม่ได้เอา ภาพที่ไม่เหมาะสมไปลง พี่ว่าก็มีภาพหลุดเยอะแยะ แต่เขาเลือกลงแต่ภาพที่ สวยงามในนิตยสารแฟชั่นเท่านั้น ไม่เหมือนกับปัจจุบันที่กลายเป็นว่า มีแต่ภาพ หลุดๆออกมา บางทีก็มีกระแสออกมาว่านางแบบเดี๋ยวนี้อยากดังเร็วก็เลยทำ เป็นเสื้อหลุดหรือใส่คอลึก คือพี่ก็ไม่รู้หรอกว่าน้องๆนางแบบรุ่นใหม่ เขาทำ แบบนั้นจริงๆหรือเปล่า

อีกอย่างนึงคือ สมัยก่อนเมืองนอกยังไม่มีซูเปอร์โมเดล เมืองไทยก็ยังไม่มี คนจะไม่สนใจนางแบบเลย สนใจแต่ดารานักแสดง เห็นดาราก็จะกรี๊ด แต่ถ้าเห็นนางแบบก็จะเฉยๆ แต่พอมาสมัยนึง ในต่างประเทศยกระดับ นางแบบขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์คล้ายๆกับนักแสดง เพราะรายได้เขาเยอะ ก็เหมือนกับเป็นดาราฮอลลีวู้ดไปด้วย สักระยะนึงของไทยก็เริ่มมีซูเปอร์ โมเดลคนนั้นคนนี้ ไปไหนคนก็กรี๊ดกร๊าด ก็เลยมีเรื่องที่จะเขียนถึงเยอะ ก็เลยทำให้คนเริ่มรู้จักนางแบบมากขึ้น อีกอย่างนึงคือ นางแบบสมัยก่อนจะ เดินแบบถ่ายแบบเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้จะมาเล่นละครด้วย เล่นหนังด้วย คือทำหลายอย่างหลายอาชีพคาบเกี่ยวกัน ก็เลยมีชื่อเสียงมากขึ้น เหมือนกับ วงการแฟชั่นเดี๋ยวนี้ดูฮือฮา ดูมีอะไรให้เขียนไม่ดีๆเยอะ ทั้งที่พี่มองรวมๆ มันก็คล้ายกับตอนที่พี่เป็นนางแบบ”

แล้วนางแบบในยุคนั้นมีเคล็ดลับยอดฮิตในการดูแลรูปร่าง หรือความงาม อย่างไรคะ


“พี่ก็เห็นกินกันปกติธรรมดา แต่ว่าหลายคนรวมทั้งพี่จะใช้วิธีไม่กินก่อน เดินแบบเพราะกลัวพุงป่อง (หัวเราะ) เช่น เดินแบบบ่ายโมงก็จะไม่กิน มื้อเที่ยง เพราะเดี๋ยวมันย่อยไม่ทัน เอาไว้เดินแบบเสร็จก่อนแล้วค่อยไปกินกัน แต่ถ้ารู้สึกว่าตัวเองอ้วนขึ้นหน่อยก็จะไดเอท โดยเน้นทานผัก คือสมัยก่อน ไม่ฮิตออกกำลังกาย ไม่มีเพื่อนคนไหนออกกำลังกายเลยในยุคนั้น ผิดกับสมัยนี้ ที่จะได้ยินคนนู้นคนนี้เข้าฟิตเนส เล่นโยคะ แถมสมัยนั้นไม่มีรีทัชภาพด้วยนะ ถ่ายรูปออกมาเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น มีสิวก็เห็นสิว เอวหนาก็ไม่มีตกแต่งให้ ตัวจริงเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่สมัยนี้โชคดีมีรีทัช หน้ากว้างก็เหลา ให้ผอมลงได้ เอวก็เฉือนออกได้ ซึ่งมันก็ดี เพราะคนอยากมองแต่ภาพสวยๆ งามๆ อีกอย่างสมัยโน้นเรื่องผิวพรรณเราก็บำรุง ทาครีม ใช้ครีมกันแดด เท่าที่จะสรรหาได้ เพราะยุคนั้นในเมืองไทยไม่ค่อยมีสินค้านอกมากนัก มีแค่ยี่ห้อเบสิกธรรมดาๆ ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่มีสถาบันเสริมความ- งามที่หลากหลายเหมือนสมัยนี้ ก็จะดูแลกันเองมากกว่า”

 

สำหรับตัวพี่คาราเอง แม้อายุจะขึ้นเลขสี่แล้ว แต่ยังด ูสดใสและอ่อนกว่าวัย มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรบ้างคะ

“จริงๆแล้วพี่ก็ยังทำทุกอย่างใกล้เคียงกับสมัยก่อน คือเน้นล้างหน้าดูแลความสะอาด ทาครีมบำรุงต่างๆ เพราะคิดว่า หน้าตาเราก็ยังเป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นนางแบบหรือมาเป็นพิธีกรก็ยังต้องใช้หน้า ออกทีวีอยู่ดี พี่ก็เลยลงทุนกับหน้า ใช้ผลิตภัณฑ์ดีๆ ไปนวดหน้าเดือนละสองครั้ง ก็ทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ จนมาอายุสักสามสิบแปดก็เริ่มรู้สึกว่า แก้มห้อย ร่องแกมเยอะ การนวดหน้าก็เริ่มจะเอาไม่อยู่ จน กระทั่งช่วงหลังได้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ The Skin Doctors เขาก็ดูแลให้ ใช้พวกเลเซอร์ โปรแกรมยกกระชับกล้ามเนื้อใบหน้า พี่ก็รู้สึกว่า มันดีขึ้นเยอะมาก เมื่อก่อนเคยคิดว่า นวัตกรรม สมัยใหม่เป็นเรื่องไร้สาระ แพง หลอกเอาเงินลูกค้า แต่ตอนนี้ยอมรับว่า ถ้าไม่ได้วิธีพวกนี้มาช่วยมันก็ ไม่ไหว เพราะพี่ไม่อยากทำศัลยกรรมดึงหน้าหรือ ฉีดสารเคมีเข้าไปในผิว


ส่วนเรื่องอาหาร คุณแม่ปลูกฝังมาดี คือที่บ้านจะ ไม่กินฟาสต์ฟู้ด อย่างขนมปังก็จะไม่ทานขนมปังขาว จะทานขนมปังโฮลวีทแทน ทานผัก ทานครบห้าหมู่ พี่ก็จะติดนิสัยตรงนี้ ถึงแม้จะกินอาหารคนเดียวก็ยัง เน้นกินผัก ไม่ทานมัน แต่ก็ไม่ได้เข้มงวดจนชีวิต เคร่งเครียด ก็จะกินธรรมดาแต่ระมัดระวัง รู้ว่า สิ่งไหนไม่ดีก็ไม่ทาน และพี่เป็นคนที่ดื่มของเหลว เยอะมาก แต่จะให้ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวก็เบื่อ ก็จะ ดื่มน้ำแดง ชาอู่หลง ชาเขียว น้ำผลไม้ด้วย แต่จะ เจือจางน้ำเปล่าลงไปครึ่งนึง ก็ยังได้รสชาติ แต่ช่วย ลดปริมาณน้ำตาลที่บริโภคเข้าไป แล้วก็ทานวิตามิน หลักๆก็แคลเซียม วิตามิน เอ ซี อี น้ำมันปลา วิตามิน รวม ก็ช่วยได้ค่ะ”

ถือว่าการดูแลตัวเองในแต่ละวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยสาวอายุ 20+ และในช่วงวัย 30+ แตกต่างกับการดูแลตัวเอง ในช่วงอายุ 40+ หรือเปล่าคะ

“ไม่ต่างนะ พี่ก็ดูแลผิวพรรณและทานอาหารแบบนี้ เหมือนกันมาตลอด แต่ก็รู้สึกว่า พออายุมากขึ้นตัวเอง จะอ้วนง่ายขึ้น ตอนเริ่มเป็นนางแบบหนัก 52 ตอนนี้ หนักประมาณ 61 ก็ขึ้นมาเกือบสิบกิโลภายในระยะ เวลา 20 ปี ก็ไม่ถือว่าน่ากลัวหรือน่าตกใจมาก แต่ก็ ต้องใส่ใจในการดูแลเรื่องน้ำหนักและอาหารมากขึ้น หน่อย แต่ต้องไม่ทำให้ตัวเองลำบากเกินไป พี่ก็ยัง ทานขนม ทานเค็ก แต่ต้องไม่ใช่ทุกมื้อเท่านั้นเอง”


 

แล้ววิธีดูแลสุขภาพใจล่ะคะ


“สุขภาพใจของพี่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมมากเลย พี่ชอบอยู่บ้านสงบๆ ไม่ชอบเสียงดัง มีความสุขการการอยู่บ้าน มีน้องหมาเป็นเพื่อน ก็รู้สึกว่า สภาพจิตใจเราดี บางครั้งมีเรื่องเครียดก็จะหายเร็ว แล้วพี่ก็ชอบอ่านหนังสือ รดน้ำต้นไม้ ดูสารคดี นอนหลับพักผ่อน คือรู้สึกว่า เราสามรถหลีกเลี่ยง เรื่องราวหรือผู้คนที่ทำให้เรารู้สึกเครียดได้ อะไรที่ทำให้เราไม่สบายใจก็ ออกมาจากตรงนั้นซะ เท่านั้นเอง”

การดูแลสุขภาพใจและอารมณ์ให้สงบ มีสมาธิ สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ พี่คาราสดใส และดูอ่อนกว่าวัยขึ้นไหมคะ


“พี่ว่ามีส่วนนะ เพราะทุกอย่างออกมาจากข้างในมากกว่าข้างนอก คือถ้าเรา บำรุงข้างนอกให้เยอะแยะขนาดไหน แต่ข้างในหรือใจของเราเครียด มันก็จะ ออกมาทางสีหน้าและแววตาอยู่ดี หรือถ้าเรากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น ของทอด ของมัน มันก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย”

 


สุดท้ายอยากให้แนะนำเคล็ดไม่ลับสุขภาพดี ที่สาวทุกวัยสามารถปฏิบัติได้ค่ะ


“มันอาจจะฟังดูเบสิก แต่พี่ว่ามันใช้ได้จริงนะ คือต้องหมั่นดื่มน้ำเยอะๆ นอนเยอะๆ การนอนเยอะๆนอกจากจะช่วยให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งแล้ว ยังช่วยในเรื่องของสมาธิด้วย อย่างพี่ช่วงไหนถ้านอนน้อย ไปทำงานก็จะ เบลอไปเลย สมองไม่สั่งการ เพราะฉะนั้นควรนอนพักผ่อนเยอะๆ หกชั่วโมง ยังน้อยไป สักแปดถึงสิบชั่วโมงถึงจะดีต่อสุขภาพค่ะ”

เห็นไหมล่ะคะว่า การดูแลตัวเองให้สวย สดใส และอ่อนกว่าวัย ในแบบของคุณคารา พลสิทธิ์ นั้นไม่ใช่เรื่องยากสักหน่อย ... คุณเองก็ทำได้

Special thanks : SLIM UP Magazine